2569
Picture of Techin

Techin

นักแปลอิสระที่ชงกาแฟได้นิดหน่อย

เปิดโปงวงการการศึกษาในฐานะกระทรวงแห่งความเห็นของรัฐ

เมอร์เรย์ รอทบาร์ดได้ชี้ให้เห็นอย่างถูกต้องว่ารัฐนักล่านั้นจำเป็นต้องมี “คณะปราชญ์ประจำทำเนียบ” เป็นของตนเอง เพื่อทำให้การล่าของพวกเขาเป็นไปโดยชอบ ซึ่งการศึกษาระดับอุดมศึกษาของอเมริกาก็จัดหาสิ่งเหล่านี้ให้ด้วยความยินดี

เรียบเรียงจากบทความต้นฉบับเรื่อง Unmasking Academia: The State’s Ministry of Opinion

บุคคลผู้หมายจะเซาะกร่อนอำนาจรัฐจักต้องพุ่งเป้าหมายแรกไปที่กระทรวงแห่งความเห็นของรัฐ หาใช่ที่กรมสรรพากรไม่ โดยรอทบาร์ด (Rothbard) ได้แสดงให้เห็นในปกิณกะคลาสสิกของเขาเรื่อง The Anatomy of the State ว่า กลไกการปกครองของรัฐนักล่า (Predatory State) ไม่สามารถดำรงอยู่ได้ด้วยพละกำลังเพียงอย่างเดียว ตัวมันต้องการการมีอยู่ของชนชั้น “คณะปราชญ์ประจำทำเนียบ” เพื่อห่อหุ้มการล่าของตนว่าเป็นประกาศิตโดยชอบตามหลักวิทยาศาสตร์ จริยธรรม และเหตุแห่งความจำเป็น ซึ่งในการอภิปรายของเขาเกี่ยวกับลัทธิแก้ (Revisionism) เขาได้เน้นย้ำว่าปราชญ์เหล่านี้ถูกว่าจ้างให้ “สร้างความสับสน” แก่สาธารณชน เพื่อสนับสนุนผู้มีอำนาจ รวมทั้งยังถูกว่าจ้างให้แก้ไขบิดเบือนประวัติศาสตร์และทฤษฎีต่าง ๆ อีกด้วยเช่นกัน

ภายในโลกสมัยใหม่ กระทรวงแห่งความเห็นถูกวางตำแหน่งให้มีศักดิ์เหนือกว่ามหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยที่รัฐใช้เงินภาษีมาอุดหนุนทั้งปวง ณ ที่แห่งนั้นเหล่าปราชญ์ซึ่งเป็นที่ต้องการของรัฐจักถูกฝึกฝน ได้รับวุฒิ และถูกประดับยศให้เป็นผู้พิทักษ์ “องค์ความรู้”และจากจุดนั้นเองรัฐจึงล้างบาปให้การปล้นสะดมของรัฐกลับกลายเป็นการกระทำเพื่อความรู้แจ้งอัน “มีหลักฐานรองรับ” และจักไม่กระทำมิได้ กลยุทธ์ใด ๆ ในการต่อกรกับรัฐของนักอิสรนิยมจึงต้องทำให้ชนชั้นนี้หมดความชอบธรรมและตัดท่อน้ำเลี้ยงอันเป็นหัวใจของกระบวนการเหล่านี้เสีย

กลุ่มผูกขาดผลประโยชน์ในวงการการศึกษา

มหาวิทยาลัยจะต้องไม่ถูกอธิบายว่าเป็นวิหารแห่งความจริงอันเป็นกลาง แต่เป็นองค์การที่ผูกขาดอำนาจประเภทหนึ่ง ฮอปป์ (Hoppe) ได้ชี้ให้เห็นในบทวิเคราะห์ของเขาเกี่ยวกับเหล่าอีลีตและคณะปราชญ์ที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติว่า เหล่าปราชญ์สมัยใหม่ได้รับการอุดหนุนจากเงินภาษี ตำแหน่งแห่งยศ และถูกปกป้องจากเสียงสะท้อนของผู้บริโภคอย่างท้วมท้นล้นหลาม ปัจจัยเหล่านี้อนุญาตให้พวกเขาผลิตผลงานที่ “เยิ่นเย้อไร้แก่นสาร” และ “ฝักใฝ่รัฐนิยมอย่างน่ารังเกียจ” ออกมาได้ นี่คือผลลัพธ์เชิงโครงสร้างประการหนึ่งจากตำแหน่งของพวกเขาในฐานะผู้ผูกขาดเงินทุนจากรัฐ ซึ่งกลไกดังกล่าวทำงานอย่างตรงไปตรงมาดังนี้ :

  • ควบคุมทางเข้าด้วยวุฒิการศึกษา การรับรองคุณภาพ และเหล่าคณะกรรมาธิการที่ได้รับการว่าจ้างมา
  • ใช้ศัพท์เฉพาะและภาษาเชิงเทคนิคขั้นสูงเป็นเกราะกำบังการพิจารณาอย่างตรงไปตรงมา
  • ตกรางวัลให้แก่การเชื่อฟังแนวความคิดเชิงการแทรกแซงระบบเศรษฐกิจ กฏหมาย สังคม และการศึกษา

ผลงานด้านประวัติศาสตร์ของการศึกษาภาครัฐของรอทบาร์ดได้แสดงให้เราเห็นถึงรูปแบบการทำงานของมันตั้งแต่ในการศึกษาระดับที่ต่ำกว่าอุดมศึกษา โดยตั้งแต่ช่วงก่อตั้งประเทศใหม่ ๆ นั้น โรงเรียนรัฐบาลได้ถูกอธิบายให้เห็นภาพอย่างชัดเจนแล้วว่าตัวมันเป็นเครื่องมือหล่อหลอมประชากรให้เป็นข้ารับใช้ที่ซื่อสัตย์ของรัฐ บดขยี้ความเห็นต่าง และกล่อมเกลาเด็ก ๆ ให้มีความคิดไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งการเรียนการสอนในโรงเรียนนั้นถูกใช้เป็นอาวุธโดยเจตนาเพื่อจัดระเบียบภาษา ความเชื่อ และพฤติกรรมอย่างเข้มงวด ซึ่งมหาวิทยาลัยยุคสมัยใหม่นี้ก็เป็นการดำเนินการในลักษณะเดียวกัน แต่กระทำอยู่บนระดับการศึกษาที่สูงกว่า

ภาพลักษณ์อัน “เป็นกลาง” ของมหาวิทยาลัยนั้นคือสิ่งลวงหลอก แก่นแท้แห่งการดำรงอยู่ของบุคลากรระดับศาสตราจารย์ขึ้นอยู่กับงบสนับสนุน ทุนวิจัย และสิทธิพิเศษอันพอกพูนเพิ่มได้ไม่รู้จบ และเมื่อการมีอยู่ของชนชั้นดังกล่าวนี้ขึ้นอยู่กับการใช้จ่ายโดยภาครัฐ คำกล่าวอ้างของพวกเขาว่าตนเป็นกลางนั้นจึงเป็นเรื่องน่าตลกสิ้นดี

“ฉันทามติ” จากสายพาน

เกียรติภูมิแห่งชนชั้นอุดมศึกษานั้นต้องพึ่งพาอิทธิพล “ฉันทามติของบรรดาผู้เชี่ยวชาญ” เป็นอย่างมาก เหล่านักอิสรนิยมต้องพยายามอย่างไม่ผ่อนปรนในการเปิดโปงซึ่งฉันทามตินี้ ว่าตัวมันนั้นเป็นเพียงผลผลิตจากสายพานที่มีแรงจูงใจทางการเมืองอยู่เบื้องหลัง ความไม่ลงรอยกันทางแนวคิดในหลาย ๆ ประเด็นนั้นมีอยู่จริงไม่ว่าจะเป็นแวดวงสาขาวิชาใด ๆ อย่างไรก็ตามสิ่งที่คนภายนอกได้ฟังในฐานะ “ฉันทามติ” มักเป็นมุมมองที่เล็ดลอดออกมาจากการคัดกรองโดยเกณฑ์ 3 ประการดังต่อไปนี้ :

  1. ลำดับความสำคัญในการจัดสรรงบ ที่มอบรางวัลให้แก่บางคำถามและบางข้อสรุป
  2. การว่าจ้างและการให้ดำรงตำแหน่ง ที่ผลักไสนักคิดนอกกระแสหลักออกไปเงียบ ๆ
  3. คำแถลงยืนยันจากผู้เชี่ยวชาญ ที่เชิดชูนโยบายของภาครัฐว่าเป็น “วิทยาศาสตร์”

ซึ่งในคำพิจารณาถึงชนชั้นนักปราชญ์สมัยใหม่ของฮอปป์นั้นได้อธิบายเอาไว้ว่า เมื่อการศึกษาได้รับงบประมาณจากภาครัฐและถูกครอบงำโดยอุดมการณ์ประชาธิปไตยทุกกระเบียดนิ้ว เหตุใดจึงทำให้มีจำนวนปัญญาชนเพิ่มมากขึ้นสวนทางกับคุณภาพ และอุดมการณ์ทางการเมืองของผู้คนเหล่านี้มักโน้มเอียงไปทางนิยมชมชอบการแทรกแซงโดยรัฐมากขึ้นได้อย่างไร นั่นก็เพราะความเป็นความตายในอาชีพการงานและสถานะของพวกเขาขึ้นอยู่กับการแทรกแซงนั้น ฮอปป์ได้อธิบายอย่างชัดแจ้งไว้ว่า วงการอุดมศึกษาในทุกวันนี้ได้สร้างกลุ่มผูกขาดทางความเห็น โดยที่พวกเขาตั้งขอบเขตของความคิดที่ “ควรถูกเคารพ” และป้ายสีคนนอกวงการว่าเป็นพวกเพี้ยนหรือไม่ก็นอกรีต

ในมุมมองของรอทบาร์ด วงการอุดมศึกษาทั้งหลายล้วนสวมหมวกคณะปราชญ์ประจำทำเนียบ ซึ่งงานหลักของพวกเขาคือการอุปโลกน์ว่าการกระทำของรัฐนั้นเป็นไปอย่างสมเหตุสมผลและหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยรอทบาร์ดยังได้อธิบายเอาไว้ว่า ผู้คนในชนชั้นนี้สามารถหลอกลวงสาธารณชนในเรื่องสงคราม สวัสดิการ และทุกส่วนขยายอื่น ๆ ของอำนาจรัฐได้อย่างไร “ฉันทามติ” ทางวิชาการดังกล่าว แท้จริงแล้วจึงเป็นเพียงเครื่องมือทางวิชาการในปฏิบัติการต่าง ๆ ของรัฐ

วงการการศึกษาในฐานะสิ่งขับเคลื่อนลัทธิรัฐนิยม

คณะปราชญ์ประจำทำเนียบนั้นชอบวางตัวในฐานะผู้สังเกตการณ์จากภายนอก ซึ่งในผลงานด้านประวัติศาสตร์ของรอทบาร์ดได้แสดงให้เห็นว่ามันไม่ใช่ความจริงเลย โดยมีเหล่านักวิชาการหัวก้าวหน้าเป็นผู้ทำหน้าที่ออกแบบชุดนโยบายที่บิดเบือนสังคมสมัยใหม่มาโดยตลอด

ในการศึกษาของเขาเกี่ยวกับการเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่หนึ่งของอเมริกา รอทบาร์ดได้แสดงให้เห็นว่าเหล่านักข่าวหัวก้าวหน้า รัฐมนตรี และศาสตราจารย์ทั้งหลายล้วนยินดีปรีดากับสงครามในฐานะ “สิ่งซึ่งเติมเต็ม” อุดมการณ์ของพวกเขา อันได้แก่การวางแผนจาากส่วนกลาง การจัดระเบียบแบบสุดโต่ง และการบริหารประเทศอย่างถาวรโดยเหล่าเทคโนแครต และเช่นเดียวกัน ภายในบทวิเคราะห์ต้นกำเนิดของรัฐสวัสดิการ รอทบาร์ดได้ย้อนรอยไปหาจุดกำเนิดของแนวคิดเรื่องการแทรกแซง ไม่ใช่เพื่อที่จะสาวไปยัง “การปฏิวัติอุตสาหกรรม” อันไร้หัวจิตหัวใจ หากแต่เพื่อล้วงลึกไปถึงการจับมือกันของเหล่าปราชญ์ฝ่ายเทคโนแครตและกลุ่มผลประโยชน์ของบรรษัทยักษ์ใหญ่ กลุ่มคนเหล่านี้ล้วนแสวงหางบอุดหนุน การผูกขาดอำนาจ และยศฐาบรรดาศักดิ์ และพวกเขาก็ค้นพบว่ารัฐสวัสดิการเป็นเครื่องมือที่สมบูรณ์แบบในการบรรลุเป้าหมายดังกล่าว อุดมการณ์และผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจจึงถูกหลอมรวมเข้าด้วยกัน โดยมีเหล่าปราชญ์คอยจัดหาความถูกต้องทางศีลธรรมและทางเทคนิคให้อยู่เสมอ ๆ และมีเหล่าอีลิตทางธุรกิจที่คอยมอบเงินทุนและสิทธิพิเศษทางการเมืองให้ไม่ขาดสาย ผลลัพธ์ก็คือวงจรป้อนกลับที่เอื้อประโยชน์ให้แก่พวกพ้องตนเอง ดังต่อไปนี้ :

  • หายนะทางนโยบายต่าง ๆ ที่เกิดจากทฤษฏีเชิงวิชาการ จะถูกตีความใหม่ให้กลายเป็นหลักฐานว่ารัฐยังมีอำนาจหรืองบประมาณไม่เพียงพอ
  • ต่อมาเหล่าผู้เชี่ยวชาญกลุ่มเดิมจะเรียกร้องมีการตั้งโครงการใหม่ คณะกรรมาธิการชุดใหม่ และกฏหมายข้อบังคับใหม่เพื่อจัดการกับปัญหาดังกล่าว
  • ความล้มเหลวแต่ละครั้งกลายเป็นข้ออ้างให้มีการแทรกแซงที่มากขึ้นและต้องว่าจ้างเหล่าศาสตราจารย์เพิ่มขึ้นอีก

รอทบาร์ดย้ำว่าภารกิจหลักของนักอิสรนิยมนั้นคือการเปิดโปงวงจรที่ว่าทั้ง “สวัสดิการ” และสงครามล้วนทำหน้าที่รับใช้อำนาจของเหล่าข้าราชการ กลุ่มทุนใหญ่ และคณะปราชญ์ประจำทำเนียบ เนื่องจากภารกิจดังกล่าวจักโค่นล้มความชอบธรรมของกลุ่มคนเหล่านี้ในการครองตำแหน่งที่ปรึกษาอันเป็นกลางของวงการการศึกษาให้หมดสิ้นไป

สูบบรรณาการของวงการการศึกษาให้แห้งเหือด

หากมหาวิทยาลัยคือกระทรวงแห่งความเห็น โลหิตที่หล่อเลี้ยงตัวมันก็คือการเก็บภาษีภาคบังคับ เพราะฉะนั้นนักอิสรนิยมจะต้องเปลี่ยนความคิดของเหล่าผู้เสียภาษีให้ต่อต้านการจ่ายบรรณาการให้วงการการศึกษานี้เสีย ไม่ใช่ด้วยถ้อยคำจูงใจให้ต่อต้านการศึกษา แต่ด้วยการสร้างความตระหนักรู้ว่าสิทธิ์ของพวกเขากำลังถูกละเมิด โดยในปัจจุบันนั้นบรรดาผู้เสียภาษีถูกบังคับให้ต้องจ่ายเงินอุดหนุนแก่หน่วยงานที่ :

  • สั่งสอนลูกหลานของพวกเขาถึงหลักคำสอนที่พวกเขาเองอาจมองได้ว่าเป็นเท็จหรือเป็นภัย
  • ฝึกอบรมเหล่าผู้เชี่ยวชาญที่มักออกกฏระเบียบต่าง ๆ มาบ่อนทำลายธุรกิจของพวกเขา
  • อุปโลกน์หลักเหตุและผลอันเป็นวิทยาศาสตร์เทียมให้แก่การก่อสงคราม การสอดแนมประชาชน และการยึดทรัพย์

บทวิจารณ์ของรอทบาร์ดเกี่ยวกับการศึกษาภาครัฐได้เน้นย้ำว่า “มีทางแก้แค่ทางเดียว” นั่นคือรัฐต้องถูกถอนรากถอนโคนออกจากระบบการศึกษาอย่างสิ้นเชิง และไม่ควรมีเงินสนับสนุนจากภาครัฐแม้แต่ก้อนเดียวถูกใช้เพื่อสนับสนุนการศึกษาใด ๆ ไม่ว่าจะเป็นในระดับไหนก็ตาม ซึ่งรวมไปถึงระดับอุดมศึกษาด้วย

ในทางยุทธวิธีแล้ว เราอาจใช้ประโยชน์จากรอยร้าวของอุดมการณ์ที่มีอยู่แต่เดิมได้ โดยหากฝ่ายอนุรักษ์นิยมคัดค้านที่จะให้งบประมาณแก่โครงการด้านวัฒนธรรมที่มีแนวคิดหัวรุนแรงสุดโต่ง และฝ่ายหัวก้าวหน้าคัดค้านที่จะให้เงินสนับสนุนแก่โครงการวิจัยของกองทัพหรือบรรษัทยักษ์ใหญ่ ทุกการคัดค้านที่สำเร็จย่อมจะบั่นทอนมายาคติเรื่องการจัดสรรงบ ”สาธารณะ” ที่เป็นกลาง เป้าหมายก็คือการขับเคลื่อนทุกฝ่ายไปสู่บทสรุปเดียวกัน นั่นคือไม่มีใครสมควรถูกบังคับให้ต้องอุดหนุนงบประมาณแก่อุดมการณ์ที่ตนปฏิเสธ

กระจายศูนย์องค์ความรู้

วงการการศึกษาจะวาดภาพให้การโจมตีสิทธิพิเศษใด ๆ ที่พวกเขามีอยู่ถือเป็นการคุกคามองค์ความรู้โดยตรง เหล่านักอิสรนิยมจะต้องกลับภาพนี้ใหม่เสีย ว่าชนชั้นปราชญ์ที่ผูกขาดอำนาจและได้รับเงินสนับสนุนจากภาษีนี้แหละคือศัตรูขององค์ความรู้ หาใช่ผู้พิทักษ์ไม่

คำอธิบายของรอทบาร์ดเกี่ยวกับการเติบโตของรัฐสวัสดิการได้แสดงให้เห็นว่า ชนชั้นที่ “ได้รับการศึกษามากจนเกินไป” ซึ่งกำลังขยายใหญ่ขึ้นนี้ สามารถแสวงหาอำนาจ เงินอุดหนุน และการผูกขาดใบอนุญาตทางวิชาชีพของตนได้อย่างไร อีกทั้งพวกเขายังใช้ประโยชน์จากอุดมการณ์ต่าง ๆ เพื่อทำให้สิ่งที่พวกเขากระทำอยู่แลดูชอบธรรมได้อย่างไร อำนาจในการผูกขาดองค์ความรู้นั้นโดยตัวมันเองแล้วคือการสร้างอำนาจทางการเมืองนั่นเอง

การตีความใหม่ของฮอปป์ที่ว่าด้วยชะตากรรมของปราชญ์ภายใต้ระบอบประชาธิปไตย ได้ชี้ให้เห็นว่า เมื่อใดที่โรงเรียนและมหาวิทยาลัยถูกนำมาอยู่ใต้อาณัติของรัฐ เหล่าปราชญ์ก็จะกลายเป็นลูกจ้างรัฐและผลิตผลของพวกเขาก็กลายเป็นผลงานในแนวทางรัฐนิยมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นี่แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการกระจายศูนย์อำนาจ นั่นคือเพื่อทลายการผูกขาดนี้เสีย และเพื่อให้อีกคราที่แนวความคิดใด ๆ จักต้องพิสูจน์ตัวมันเองว่าสมควรมีที่ยืนในตลาดที่ผู้คนเต็มใจมีส่วนร่วม

ศูนย์การเรียนรู้ทางเลือก สถาบันอิสระ แพลตฟอร์มออนไลน์ ระบบศิษย์ครู วงการหนังสือ สิ่งเหล่านี้หาใช่ทางเลือกชั้นรองที่น่าสังเวชไม่ หากแต่เป็นรูปธรรมของสิ่งที่อัลเบิร์ต เจย์ น็อก (Albert Jay Nock) เรียกว่า อำนาจสังคม (social power) อันเป็นเครือข่ายการร่วมมือกันด้วยความสมัครใจโดยที่ยืนอยู่ตรงข้ามกับอำนาจรัฐ ภารกิจนั้นจึงไม่ใช่การล้มล้างวงการการศึกษา หากแต่เป็นการย้ายมันออกจากภาคบังคับไปสู่ภาคทางเลือก

จากอำนาจรัฐ สู่อำนาจสังคม

เป้าหมายที่ยิ่งใหญ่กว่าคือการปลดเปลื้องฐานสนับสนุนที่สำคัญที่สุดของรัฐออกไป ซึ่งฐานดังกล่าวก็คือเกียรติภูมิแห่งชนชั้นคณะปราชญ์ของรัฐ เมื่อเกียรติภูมิดังกล่าวเสื่อมถอยลงและการขูดรีดเงินอุดหนุนนั้นถูกท้าทาย วงการการศึกษาทั้งหลายก็ต้องเลือกว่า จะรับใช้ผู้คนที่ยินดีจ่ายเงินให้บริการของพวกเขาภายใต้ระบบตลาดเสรีที่แนวความคิดต่าง ๆ ต้องแข่งขันกัน หรือไม่ก็ลดขนาดของตนเองลงเพื่อให้อยู่รอดได้ด้วยเงินบริจาคที่ผู้คนมอบให้โดยสมัครใจ ซึ่งไม่ว่าจะเป็นทางใด รัฐย่อมสูญเสียเครื่องมือสำคัญชิ้นหนึ่งในการสร้างความชอบธรรมให้แก่ตนเอง

ศัตรูนั้นจึงหาใช่แนวความคิด การเรียน หรือทฤษฎีไม่ หากแต่เป็นภูมิปัญญาที่ถูกรัฐยึดไปใช้เป็นอาวุธ ภูมิปัญญาที่ถูกเปลี่ยนให้เป็นชนชั้นบาทหลวงรับเงินเดือนเพื่อครอบครองอำนาจ การโจมตีมหาวิทยาลัยในรูปแบบปัจจุบันจึงไม่ได้เป็นไปเพื่อคุกคามองค์ความรู้ แต่เป็นการปลดปล่อยมันออกจากการเป็นสิ่งที่บีบบังคับสังคม ให้กลายเป็นสิ่งที่รับใช้สังคมแทน มีเพียงการเปิดโปงวงการการศึกษาในฐานะกระทรวงแห่งความเห็นของรัฐ และการตัดงบประมาณที่ได้รับจากการจัดสรรโดยบังคับเท่านั้น ที่จะทำให้เราพอมีความหวังในการดึงอำนาจจากเงื้อมมือรัฐกลับคืนสู่สังคมได้

Techin

นักแปลอิสระที่ชงกาแฟได้นิดหน่อย

** ทุกบาทหรือทุกซาโตชิที่ donate จะถูกส่งเข้ากระเป๋าของผู้เขียนโดยตรงครับ :) **

Share this post

Leave a Reply

Connect with

Your email address will not be published. Required fields are marked *


Related Posts

Economic & Historical

หนทางสู่อารยธรรมล่มสลาย : เงินเฟ้อกับการเสื่อมถอยของศีลธรรมในสังคม

เงินเฟ้อไม่ได้เป็นเพียงปรากฏการณ์ทางเศรษฐกิจ แต่ยังบ่อนทำลายรากฐานของอารยธรรมซึ่งนำไปสู่การล่มสลายของสังคม

Read More »