xt_Q-6-YWek4HrUpucqfAXpLcZ3usEcO1QPc0nYpRdETBlBXK9Kn43Ny32pSCNk8sJj7D9VqydQwOvswnEKmaYJ4OGypZwuSF7QEhC9EiA-iINzvYriFS6Lj8mvsPBTF4xt_PP-bmxP0TNbA0goy-CS7w1gTkqfZItWrMeLL4bbI3wYyA5MFFpuQMh-gqJ8u
Picture of พ่อมดคริปโต

พ่อมดคริปโต

ลดบทบาทดอลลาร์งั้นหรือ? “ลดบทบาทเงินเฟียต” มากกว่า

สิ่งที่ทั่วโลกกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ไม่ใช่การลดบทบาทของเงินดอลลาร์ แต่อาจเป็นความเชื่อมั่นที่ลดลงต่อหนี้สาธารณะและสกุลเงินของเหล่าประเทศพัฒนาแล้ว

เรียบเรียงจากบทความต้นฉบับเรื่อง Dedollarization? It's More Like “De-fiatization” 

แม้เสียงส่วนใหญ่จะเชื่อตรงกัน แต่สิ่งที่ทั่วโลกกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ไม่ใช่ “การลดบทบาทของเงินดอลลาร์ (de-dollarization)” แต่เป็นภาวะที่ผู้คนจำนวนมากเริ่มสูญเสียความเชื่อมั่นต่อหนี้สาธารณะและสกุลเงินกระดาษของเหล่าประเทศพัฒนาแล้ว ทั้งในฐานะสินทรัพย์สำรองของธนาคารกลางและของสถาบันต่าง ๆ การสูญเสียความเชื่อมั่นขั้นพื้นฐานว่าผู้ผลิตหนี้สาธารณะซึ่งเป็นเหล่าประเทศพัฒนาแล้วจะสามารถชำระหนี้คืนได้จริงหรือไม่เช่นนี้ กำลังผลักให้ความต้องการในทองคำเพิ่มสูงขึ้น ทว่าจากข้อมูลล่าสุด ยังไม่พบสัญญาณการย้ายเงินหรือการใช้สกุลเงินเฟียตอื่น ๆ มาทดแทนเงินดอลลาร์แต่อย่างใด สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐยังคงเป็นแกนกลางของระบบเงินเฟียตอยู่เฉกเช่นเคย

จุดเปลี่ยนสำคัญ : เมื่อทองคำอยู่เหนือหนี้สิน

ฝั่งผู้สนับสนุนทฤษฎีการเงินสมัยใหม่ (Modern Monetary Theory : MMT) กล่าวว่า ประเทศที่มีอำนาจอธิปไตยทางการเงินจะผลิตหนี้มากเท่าใดก็ย่อมได้ โดยไม่ต้องห่วงเรื่องเงินเฟ้อหรือกังวลว่าจะสูญเสียความเชื่อมั่น ทว่าอำนาจอธิปไตยทางการเงินหาใช่พรจากฟ้าหรือสิทธิอันถาวรไม่ และรัฐบาลจำต้องเผชิญกับข้อจำกัด 3 ประการเมื่อถึงคราต้องสร้างหนี้ ทันทีที่ภาครัฐข้ามล้ำเส้นเหล่านั้น ความเชื่อมั่นที่มีต่อผู้ผลิตหนี้สาธารณะทั้งในประเทศและทั่วโลกก็จะเริ่มเสื่อมถอยลง

ข้อจำกัด 3 ประการดังกล่าวนั้นได้แก่ ข้อจำกัดด้านเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นช่วงที่การก่อหนี้โดยรัฐส่งผลให้เศรษฐกิจหยุดชะงักและมีผลิตภาพถดถอย ข้อจำกัดด้านการคลัง อันเป็นช่วงที่ภาระดอกเบี้ยและหนี้สินพุ่งสูงขึ้น แม้ธนาคารกลางจะผ่อนคลายนโยบายทางการเงินและมีรายรับจากการเก็บภาษีเพิ่มขึ้นก็ตาม และข้อจำกัดด้านภาวะเงินเฟ้อ ซึ่งเป็นช่วงที่อำนาจในการจับจ่ายใช้สอยของสกุลเงินต่าง ๆ เสื่อมถอยอย่างรุนแรงและต่อเนื่อง จนบั่นทอนมาตรฐานการครองชีพของประชาชน

โดยในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แนวโน้มที่สำคัญที่สุดคือการที่ทุนสำรองทั่วโลกไม่ได้ถูกโยกย้าย “ออกจากเงินดอลลาร์” ดังที่สื่อบางสำนักมักเน้นย้ำ แต่มันถูกโยกย้ายออกจากพันธบัตรรัฐบาลซึ่งออกโดยประเทศที่เศรษฐกิจพัฒนาแล้ว ไปสู่ทองคำ และยังไม่เห็นทีท่าว่าจะถูกโยกย้ายไปสู่สกุลเงินเฟียตอื่น ๆ เลย

นักวิเคราะห์หลายคนกล่าวโทษว่า ปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดการหันไปใช้สินทรัพย์สำรองรูปแบบอื่น คือมาตรการคว่ำบาตรต่อประเทศรัสเซียเมื่อไม่นานมานี้ ทว่าสาเหตุนี้ยังฟังดูไม่สมเหตุสมผลนัก เนื่องจากทองคำสำรองที่เพิ่มเข้ามาในคลังทั่วทั้งโลกส่วนใหญ่ ดันถูกเก็บตุนโดยประเทศที่บังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรเหล่านั้นเสียเอง โดยมีหลักฐานที่ฟังดูซับซ้อนและต่างมุมมองยิ่งไปกว่านั้น นั่นคือในยามที่นโยบายผลักดันเงินเฟ้อและการบริหารการคลังแบบมักง่ายเริ่มสร้างความสูญเสียให้กับเหล่าธนาคารกลางรายใหญ่ กลุ่มธนาคารกลางทั่วโลกจึงเลิกเชื่อมั่นว่าหนี้ของประเทศพัฒนาแล้วคือสินทรัพย์หลักในปี ค.ศ. 2021 

หนี้จากภาครัฐไม่ใช่สินทรัพย์ที่มีคุณภาพ มีเสถียรภาพ และสามารถสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจที่แท้จริงให้แก่สถาบันต่าง ๆ ทั่วโลกอีกต่อไป

แม้สื่อและโลกออนไลน์จะคิดเห็นกันเช่นไร แต่ทุนสำรองในรูปแบบสินทรัพย์สกุลเงินยูโรและเงินเยน กลับมีสัดส่วนที่ลดลงอย่างรุนแรงยิ่งกว่าฝั่งสินทรัพย์สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐเสียอีก โดยข้อมูลจากบลูมเบิร์ก (Bloomberg) และสภาทองคำโลกแสดงให้เห็นว่า เหล่าธนาคารกลางและกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติได้เร่งอัตราการซื้อทองคำเป็น 2 เท่าในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา โดยทยอยสะสมเฉลี่ยราว ๆ 80 เมตริกตันต่อเดือน (ประมาณ 80,000 กิโลกรัมต่อเดือน) ส่งผลให้ทั้งความต้องการและราคาของทองคำพุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ แรงซื้อดังกล่าวเกิดขึ้นควบคู่ไปกับความต้องการลงทุนอันแรงกล้าจากภาคเอกชน จนทำให้ทองคำกลายเป็นผู้ได้รับผลประโยชน์หลักจากความกังวลที่เพิ่มขึ้นของผู้คนทั้งในเรื่องความยั่งยืนของหนี้และสกุลเงินที่เสื่อมค่าในสหรัฐฯ ยุโรป ญี่ปุ่น และสหราชอาณาจักร ขณะเดียวกัน ทีมนักวิเคราะห์จากเจพีมอร์แกน (JP Morgan) ก็ได้เน้นย้ำว่า อาจมีหลายครั้งที่ภาครัฐเข้าซื้อทองคำอย่างไม่เปิดเผย โดยมีทองคำจำนวนมากที่ไหลเวียนแบบ “ไม่ถูกรายงาน” ผ่านศูนย์กลางต่าง ๆ เช่น ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ จึงยิ่งตอกย้ำแนวคิดเรื่องการเปลี่ยนผ่านระบบการเงินแบบเงียบ ๆ เพื่อก้าวไปสู่สินทรัพย์ที่แท้จริงภายนอกระบบเงินเฟียต

แรงขับเคลื่อนเบื้องหลังที่แท้จริงคือความเชื่อถือที่เสื่อมถอยลง ทั้งต่อระบบการคลังและระบบการเงินของประเทศพัฒนาแล้ว หนี้ที่รัฐก่อนั้นใกล้จะแตะระดับสูงสุดเมื่อเทียบกับในยามที่ไร้ซึ่งสงคราม ในขณะที่ภาระค่าใช้จ่ายระยะยาว หนี้ผูกพันที่ยังไม่ได้จัดหาแหล่งเงินทุนมารองรับ การเติบโตทางเศรษฐกิจที่อ่อนแรง และโครงสร้างประชากรที่เข้าสู่สังคมสูงวัย สิ่งเหล่านี้ล้วนทำให้การรัดเข็มขัดทางการคลังในอนาคตเกิดขึ้นได้ยากเนื่องด้วยปัจจัยทางการเมือง โดยนับตั้งแต่เกิดโรคระบาดครั้งใหญ่ เหล่าธนาคารกลางรายหลักก็ต่างใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายยิ่งยวด (Ultra-loose Policy) พร้อมกับอุ้มงบดุลขนาดใหญ่ และยังแอบใช้นโยบายกดดันทางการเงิน (Financial Repression) เพื่อประคองภาพลักษณ์จอมปลอมว่าภาครัฐจะยังสามารถชำระหนี้ที่ตัวเองก่อได้ ยิ่งเป็นการส่งเสริมมุมมองที่ว่าสกุลเงินเฟียตต่าง ๆ จะถูกใช้เป็นเครื่องมือจัดการหนี้ผ่านการปล่อยให้เงินเฟ้อกัดกินมูลค่าของหนี้และทำให้อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงติดลบต่อไปอีกเป็นระยะเวลานาน การอายัดทุนสำรองของประเทศรัสเซียในปี ค.ศ. 2022 และการใช้มาตรการคว่ำบาตรเป็นอาวุธ ยิ่งเป็นเครื่องยืนยันถึงความเสี่ยงจากการเสื่อมค่าของเงิน และทำให้ธนาคารกลางของประเทศตลาดเกิดใหม่หลายแห่งเชื่อว่า การถือครองหนี้สาธารณะและเงินฝากของกลุ่มประเทศ G7 ในปริมาณมากนั้นนำมาซึ่งความเสี่ยงที่มากขึ้นทั้งในทางการเมืองและกฎหมาย โดยเมื่อต้องเผชิญกับทั้งนโยบายการใช้จ่ายเกินตัวของภาครัฐ นโยบายกดดันทางการเงิน และความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์พร้อม ๆ กัน สุดท้ายเหล่าผู้บริหารทุนสำรองของประเทศต่าง ๆ จึงหันกลับมาใช้กลยุทธ์เพิ่มทุนสำรองเป็นสินทรัพย์ที่ปราศจากความเสี่ยงจากคู่สัญญาแทน วลีอันโด่งดังอย่าง “ทองคำคือเงิน ส่วนอื่นที่เหลือทั้งหมดคือหนี้” จึงกลับมาสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันมากกว่าที่เคยเป็นมาในอดีต

ไม่มีสกุลเงินเฟียตใดที่ดีพอจะใช้แทนดอลลาร์ได้

แหล่งข้อมูลเดียวกันที่ชี้ให้เห็นถึงความต้องการทองคำที่พุ่งสูงขึ้น ยังแสดงให้เห็นอีกด้วยว่า “การลดบทบาทของเงินดอลลาร์” ในแง่ของการแทนที่ด้วยสกุลเงินเฟียตสกุลอื่นนั้นไม่เป็นความจริง ซึ่งก็สมเหตุสมผลเช่นกัน สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐยังคงเป็นสกุลเงินที่อ่อนแอแต่แข็งแกร่งที่สุดของโลก เนื่องจากมันมีสภาพคล่องที่สูงกว่าสกุลเงินอื่น ๆ ทั้งหมด สถาบันต่าง ๆ ก็มีความเป็นเอกเทศน์มากกว่า และมีระบบกฎหมายรวมถึงความปลอดภัยต่อนักลงทุนที่ดีกว่าสกุลเงินทางเลือกอื่น สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐกำลังจะสูญเสียตำแหน่งทุนสำรองของโลกให้กับทองคำ แต่ก็ไม่ได้จะสูญเสียที่ยืนเมื่อเทียบกับสกุลเงินยูโร เยน ปอนด์ หรือหยวน

ตัวเลขสถิติจากข้อมูลรายงานองค์ประกอบสกุลเงินของทุนสำรองเงินตราต่างประเทศอย่างเป็นทางการ (Currency Composition of Official Foreign Exchange Reserves : COFER) ซึ่งจัดทำโดยกองทุนไอเอ็มเอฟ ชี้ให้เห็นว่า สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐยังคงมีสัดส่วนในทุนสำรองเงินตราต่างประเทศ (FX reserves) มากถึง 59.6% และเมื่อปรับตามความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนแล้ว กองทุนไอเอ็มเอฟจึงได้สรุปเองเลยว่า สัดส่วนของสกุลเงินดอลลาร์โดยรวมยังคงมีเสถียรภาพที่ดี โดยสัดส่วนที่ลดลงในช่วงก่อนหน้านี้ส่วนใหญ่เกิดจากผลกระทบด้านการประเมินมูลค่า (valuation effects) ไม่ได้เกิดจากการเทขายโดยตั้งใจ ขณะที่ทางฝั่งสกุลเงินยูโร ซึ่งมีสัดส่วนอยู่ที่ 20.3% ก็ยังห่างไกลจากการเป็นผู้ท้าชิง ทั้งสกุลเงินยูโร เงินเยน เงินปอนด์สเตอร์ลิง และแม้แต่เงินหยวนของจีน ต่างก็ยังไม่สามารถคว้าส่วนแบ่งตลาดที่ควรจะถูกนับว่า “เสียไป” จากสกุลเงินดอลลาร์ได้ ความสำคัญของเหล่าสกุลเงินดังกล่าวในฐานะทุนสำรอง รวมกันแล้วก็จัดว่าเท่าเดิมหรือลดลง ขณะที่ทางฝั่งทองคำและ “สินทรัพย์อื่น ๆ” ซึ่งนับรวมแร่เงิน น้ำมัน หรือแม้แต่หุ้นภายในประเทศอย่างในกรณีของประเทศญี่ปุ่น กลับเพิ่มสูงขึ้น

ข้อมูลการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ (FX turnover) ซึ่งจัดทำโดยธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ (Bank for International Settlements : BIS) และข้อมูลการชำระเงินในระบบ SWIFT ได้พาเราไปสู่ข้อสรุปเดียวกัน นั่นคือสกุลเงินดอลลาร์ยังครองสัดส่วนเกือบ 90% ของธุรกรรมการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศทั้งหมด และเป็นสัดส่วนราวครึ่งหนึ่งของการชำระเงินทั่วโลกในระบบ SWIFT โดยมีสกุลเงินอันดับ 2 อย่างยูโรที่ยังตามหลังอยู่อีกไกล และสกุลเงินหยวนที่ยังกินสัดส่วนเป็นตัวเลขหลักเดียวในระดับที่ต่ำเตี้ย โลกยังไม่พบจุดเปลี่ยนผันที่สกุลเงินเฟียตอื่นใดจะเข้ามามีบทบาทแทนที่ดอลลาร์ในด้านการค้า การเงิน หรือในด้านการเป็นทุนสำรอง 

ซึ่งความจริงแล้ว เหล่าเงินเฟียตสกุลหลักทั้งหมดกำลังถูกลดทอนความเชื่อมั่นไปสู่สินทรัพย์นอกระบบอย่างทองคำ

เหล่าสถาบันทั่วทั้งโลกต่างขาดทุนจากการถือครองหนี้สาธารณะนับตั้งแต่ปี ค.ศ. 2021 และยังไม่เห็นทีท่าว่า นโยบายที่ทำให้เงินเฟ้อจนเสื่อมค่าลงนี้จะสิ้นสุดได้เมื่อใดเลย ในขณะที่ความสามารถในการชำระหนี้ของรัฐบาลยังคงถูกตั้งคำถาม เนื่องจากเหล่าภาครัฐต่างก็พากันปฏิเสธที่จะควบคุมการใช้จ่ายของตัวเองทุกรูปแบบ

หากจะนิยามปรากฏการณ์นี้ว่า “เงินดอลลาร์ถูกลดบทบาทลง” ก็ดูจะชวนให้เข้าใจผิด เพราะนิยามดังกล่าวชวนให้หลงคิดว่าโลกกำลังเปลี่ยนจากระบบที่มีสกุลเงินดอลลาร์เป็นศูนย์กลาง ไปสู่ระบบที่มีสกุลเงินยูโร เงินหยวน หรือสกุลเงินเฟียตของกลุ่ม BRICS เป็นศูนย์กลางแทน ซึ่งเป็นสิ่งที่ค้านกับข้อมูลข้างต้นอย่างชัดเจน ความจริงเราควรอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นว่าเป็น “การค่อย ๆ เริ่มลดบทบาทลงของเงินเฟียต” จะเหมาะสมกว่า กล่าวคือโลกค่อย ๆ ขยับออกจากเหล่าสกุลเงินเฟียตที่เต็มไปด้วยหนี้และถูกกำกับโดยนโยบายจากภาครัฐ โดยก้าวไปสู่กลุ่มสินทรัพย์ที่แท้จริงซึ่งไม่ได้ขึ้นกับรัฐบาลต่าง ๆ สกุลเงินดอลลาร์ยังคงเป็นสกุลเงินเฟียตที่บกพร่องน้อยที่สุด ด้วยระดับสภาพคล่องที่ไร้คู่ต่อกร ความมั่นคงด้านกฎหมายและความปลอดภัยต่อนักลงทุน รวมถึงแรงหนุนจากการถูกใช้งานทั้งในระบบการค้าและระบบการเงินโลก จึงทำให้ในแง่ของการใช้งานในวงกว้างนั้น ยังไม่มีสกุลเงินทางเลือกอื่นใดที่ผู้จัดการทุนสำรองประเทศต่าง ๆ จะย้ายไปหาได้โดยไม่ต้องแบกรับความเสี่ยงเพิ่ม ด้วยเหตุนี้บรรดาธนาคารกลางจึงเลือกกระจายทุนสำรองที่เพิ่มเข้ามาใหม่บางส่วนของพวกเขาไปยังทองคำ แต่ก็ยังคงใช้สกุลเงินดอลลาร์เป็นหลัก ทั้งในการเป็นทุนสำรองที่มีสภาพคล่อง การดำเนินระบบการชำระเงิน และการทำธุรกรรมแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศ

ทั่วโลกกำลังพากันลงโทษการใช้จ่ายและอัดฉีดเงินที่ฟุ่มเฟือยของเหล่าประเทศพัฒนาแล้ว ไม่ใช่ด้วยการสร้างสกุลเงินเฟียตทางเลือกขึ้นมาใหม่ แต่ด้วยการตั้งใจถือหนี้ของประเทศเหล่านั้นให้น้อยลงและหันไปถือครองทองคำให้มากขึ้น จุดสูงสุดใหม่ของราคาทองคำและแรงซื้อที่ต่อเนื่องจากเหล่าธนาคารกลางเป็นสัญญาณบ่งบอกว่า โลกขาดความเชื่อมั่นต่อกำลังซื้อในระยะยาวและความน่าเชื่อถือของรัฐผู้ก่อหนี้ หาใช่ต่อสกุลเงินเฟียตใดซึ่งเป็นคู่แข่ง ขณะเดียวกัน สัดส่วนของสกุลเงินดอลลาร์โดยรวมก็ยังคงมีเสถียรภาพและยังคงถือครองบทบาทสำคัญอยู่ ทั้งในฐานะการเป็นทุนสำรอง การตั้งราคาทางการค้า การแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศ รวมถึงการเป็นระบบชำระเงินอีกด้วย โดยยังไร้ซึ่งหลักฐานที่บ่งบอกว่าสกุลเงินยูโร หยวน หรือสกุลเงินเฟียตอื่นใดจะถูกนำมาใช้ทดแทนในวงกว้าง

โลกจึงไม่ได้จะเปลี่ยนจากระบบ “ดอลลาร์ปกครอง” ไปสู่ระบบ “เงินหยวนปกครอง” หรือระบบเงินเฟียตหลายขั้วแต่อย่างใด

หากแต่กำลังเปลี่ยนจากระบบที่ผู้คนเชื่อมั่นในแผ่นกระดาษของประเทศพัฒนาแล้วโดยไร้ข้อกังขา ไปสู่โลกซึ่งทองคำได้หวนกลับคืนมาเป็นสินทรัพย์สำรองขั้นสูงสุดอีกครั้ง และเงินดอลลาร์ก็ยังคงเป็นศูนย์กลางของระบบเงินกระดาษที่เสื่อมถอยเช่นเดิม เพราะยังหาสกุลเงินอื่นใดที่มั่นคง มีโครงสร้างพื้นฐานรองรับ และหยั่งรากลึกได้เทียบแทนดอลลาร์นั้นไม่มี

แม้ข้อกังวลของเหล่านักลงทุนจะสมเหตุสมผล ทั้งในเรื่องความน่าเชื่อถือทางการเงินของสหรัฐอเมริกา และในเรื่องกำลังซื้อของสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ แต่ก็ไม่มีใครไร้เดียงสาจนมองว่า สกุลเงินทางเลือกที่จะนำมาใช้แทนดอลลาร์ได้จริงจะมาจากกลุ่มประเทศยูโรโซน ญี่ปุ่น จีน หรือกลุ่มประเทศที่ลดค่าเงินของตัวเองเป็นกิจวัตรอย่างกลุ่ม BRICS

ทางออกของเรื่องนี้คือการหวนคืนสู่นโยบายเงินสร้างยาก (sound money policies) ทว่าคงไม่มีผู้ผลิตเงินเฟียตรายใดอยากให้โลกเปลี่ยนไปในทิศทางดังกล่าว ไม่มีรัฐบาลหน้าไหนปรารถนาจะมีสกุลเงินที่แข็งแกร่ง เพราะสกุลเงินเช่นนั้นจะบ่อนทำลายคำมั่นสัญญาจอมปลอมที่เหล่ารัฐบาลสร้างขึ้นด้วยแผ่นกระดาษ

พ่อมดคริปโต

** ทุกบาทหรือทุกซาโตชิที่ donate จะถูกส่งเข้ากระเป๋าของผู้เขียนโดยตรงครับ :) **

Share this post

Leave a Reply

Connect with

Your email address will not be published. Required fields are marked *


Related Posts