content
Picture of Techin

Techin

นักแปลอิสระที่ชงกาแฟได้นิดหน่อย

หนทางสู่อารยธรรมล่มสลาย : เงินเฟ้อกับการเสื่อมถอยของศีลธรรมในสังคม

เงินเฟ้อไม่ได้เป็นเพียงปรากฏการณ์ทางเศรษฐกิจ แต่ยังบ่อนทำลายรากฐานของอารยธรรมซึ่งนำไปสู่การล่มสลายของสังคม

เรียบเรียงจากบทความต้นฉบับเรื่อง The Road to De-Civilization: Inflation and the Moral Erosion of Society

ทุกภาพลวงตาสำคัญ ๆ ในโลกเศรษฐกิจล้วนมีสาเหตุมาจากการบิดเบือนบัญญัติศัพท์ คำว่าเงินเฟ้อนั้น แต่เดิมทีและที่ยังเป็นความจริงอยู่ถึงทุกวันนี้ หมายถึงการขยายตัวของปริมาณเงินและเครดิตอย่างเทียม ๆ เกินปริมาณเงินที่มีอยู่จริง นี่เป็นสิ่งที่เคยรู้โดยทั่วกัน อย่างไรก็ดี เมื่อเวลาผ่านไป คำว่าเงินเฟ้อที่เดิมทีหมายถึงการเพิ่มขึ้นของตัวเงิน กลับกลายเป็นหมายถึงผลกระทบของมันไปเสีย ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นอย่างจงใจโดยมีผลประโยชน์ทางการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง เพื่อเปลี่ยนคนผิดจากผู้ที่ผลิตเงินเพิ่มขึ้นให้กลายเป็นผู้ที่เพียงถือครองมัน เปลี่ยนการฉ้อราษฎร์บังหลวงทางนโยบายการเงินให้กลายเป็นผลลัพธ์ทางสถิติที่เกิดขึ้นได้เป็นปกติ 

การเปลี่ยนนิยามของเงินเฟ้อนั้นให้ผลลัพธ์ที่ลึกล้ำ

รัฐบาลสามารถปกปิดตัวตนที่แท้จริงของมัน นักเศรษฐศาสตร์หลงลืมตัวตนที่แท้จริงของมัน และประชาชนก็ยอมรับว่าการจนลงทุกวันคือความปกติที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เศรษฐศาสตร์สำนักออสเตรียนให้ความสำคัญมากกว่าสำนักไหน ๆ ในการฟื้นฟูความจริงให้ปรากฏอีกครา ด้วยการอธิบายปรากฏการณ์นี้ด้วยคำที่ไม่ถูกบิดเบือน รวมทั้งเน้นย้ำว่า เงินเฟ้อไม่ใช่ผลจากความล้มเหลวของระบบทุนนิยม หากแต่เป็นการโจมตีเงินโดยตรงจากรัฐบาล

ธรรมชาติของเงินเฟ้อ

เงินเฟ้อตามความเข้าใจของเศรษฐศาสตร์สำนักออสเตรียนนั้นไม่ได้หมายถึงการเพิ่มขึ้นของราคาสินค้า แต่เป็นการเพิ่มขึ้นของปริมาณเงินภายในระบบ ซึ่งเป็นต้นเหตุสำคัญของทุกปรากฏการณ์ในระบบเศรษฐกิจ ราคาสินค้านั้นไม่ได้เพิ่มขึ้นเองตามธรรมชาติ มันมีเหตุผลด้านอุปสงค์และอุปทานของสินค้านั้น ๆ รองรับเสมอ แต่ในปัจจุบัน ปรากฏการณ์การเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าอย่างถ้วนหน้ามีสาเหตุมาจากการอัดฉีดปริมาณเงินที่ผลิดขึ้นมาใหม่เข้ามาในระบบ จนส่งผลให้กระบวนการการผลิตสินค้าปั่นป่วน และทำลายความสามารถในการคำนวนต้นทุนในทุกมิติของเศรษฐกิจ

ดังที่ลุดวิก ฟอน มิเซส (Ludwig von Mises) ได้ยืนกรานเอาไว้ใน Economic Freedom and Interventionism ว่า :

“นับเป็นภัยอันแสนเลวทราม ที่ในปัจจุบันนี้มีการทำให้นิยามศัพท์แต่เดิมต้องสับสน ส่งผลให้ปุถุชนมองไม่เห็นถึงความเป็นจริงของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เงินเฟ้อที่แต่เดิมความหมายของมันที่ถูกใช้โดยทั่วไป โดยเฉพาะในประเทศนี้ (สหรัฐอเมริกา) หมายถึงการเพิ่มขึ้นของปริมาณเงินและธนบัตรในระบบ รวมไปถึงเงินฝากในธนาคาร แต่ในปัจจุบัน “เงินเฟ้อ” ได้ถูกใช้อ้างถึงผลกระทบอันหลีกเลี่ยงไม่ได้ของตัวมันเองไปเสียอย่างนั้น และทำให้มันหมายถึงแนวโน้มในการเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าและค่าจ้างแทน ผลจากการกระทำอันน่าสังเวชในการบิดเบือนความหมายของเงินเฟ้อนี้ คือการสูญซึ่งวิธีอธิบายสาเหตุที่แท้จริงของการปรับขึ้นของราคาสินค้าและค่าจ้างในปัจจุบัน เพราะการหายไปซึ่งคำที่ใช้นิยามเหตุของปรากฏการณ์ดังกล่าว ผลที่ตามมาคือ ไม่มีปุถุชนใดรู้ความหมายที่แท้จริงของเงินเฟ้ออีกต่อไป เพราะเราไม่สามารถอ้างถึงสิ่งซึ่งไร้ชื่อให้เรียกนี้ได้ นั่นทำให้การต่อกรกับมันกลายเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ เหล่าผู้คนที่อ้างว่าตนกำลังต่อสู้กับเงินเฟ้ออยู่ขณะนี้ ความจริงแล้วพวกเขาแค่กำลังต่อกรกับการปรับตัวขึ้นของราคาสินค้า อันเป็นผลที่หลีกเลียงไม่ได้จากเงินเฟ้อเพียงเท่านั้น มันจึงเปรียบเสมือนการต่อสู้ที่ถูกกำหนดให้พ่ายแพ้ตั้งแต่เริ่ม เพราะพวกเขาไม่โจมตีเข้าไปที่รากเหง้าของปัญหาอันชั่วร้ายนี้ ”

โดยภายหลัง เพื่อการเอื้อประโยชน์ทางการเมือง ความหมายของเงินเฟ้อก็ได้เพี้ยนไปเป็น “การเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าโดยทั่วไป” โดยการเล่นลิ้นทางภาษานี้ทำให้รัฐบาลสามารถปัดความรับผิดชอบออกไปได้ ในขณะที่พวกเขาเองคือต้นเหตุที่ทำให้ปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น

เมอร์เรย์ รอทบาร์ด (Murray Rothbard) ได้นำใจความสำคัญของมิเซสมาสรุปอีกครั้งใน The Case Against the Fed ว่า :

“ผู้ที่ต้องรับผิดชอบต่อภาวะเงินเฟ้อแต่เพียงผู้เดียวนั้นคือธนาคารกลางสหรัฐฯ ผู้ซึ่งพยายามอย่างไม่หยุดหย่อนในการสร้างภาพว่า “เงินเฟ้อ” เป็นความรับผิดชอบของทุกคนในสังคม สิ่งที่เราเห็นตอนนี้คืออุบายแสนโบราณของหัวขโมยที่เมื่อตนกระทำการฉกชิงแล้วจึงวิ่งตะโกนชี้นิ้วว่า “หยุดนะ หัวขโมย!” ใส่ผู้อื่นเพื่่อเล่นบทเป็นพลเมืองดี เราเริ่มมองเห็นได้ว่า ทำไมธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือธนาคารกลางอื่น ๆ มักชโลมตนด้วยความเคร่งขรึมและลึกลับ นั่นเพราะหากสาธารณะชนได้รู้ความจริงหลังม่านมนตราวิเศษนี้ สาธารณชนก็จะทราบว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ นั้นหาใช่สิ่งจำเป็นในการต่อกรกับเงินเฟ้อ แต่เป็นตัวการหลักของเงินเฟ้อต่างหาก ”

รอทบาร์ดได้กล่าวไว้ว่า ทุกการผลิตเงินเพิ่มได้สร้างนิติกรรมอำพรางในการ “ปล้นเอาเงินจากผู้ที่ถือเงินสกุลนั้น ๆ” ให้กลายเป็นเรื่องถูกกฏหมาย ด้วยการถ่ายโอนความมั่งคั่งออกจากผู้ที่ถือเงินเหล่านั้นไปสู่ที่ที่เงินใหม่ไหลอัดฉีดเข้ามา โดยที่ราคาสินค้าก็ไม่ได้ปรับตัวขึ้นอย่างเท่าเทียม เพราะเงินใหม่ไม่ได้กระจายไปสู่มือของทุกคนเท่า ๆ กัน แต่มักไหลเข้าหาบรรดาผู้ขอสินเชื่อก่อน ต่อด้วยธนาคาร ผู้ชนะประมูลโครงการรัฐ แล้วจึงค่อยตกมาสู่มือของสาธารณชน สิ่งนี้ที่เศรษฐศาสตร์สำนักออสเตรียนเข้าใจคือ “ปรากฏการณ์แคนทิลอน” ที่ให้โอกาสกับผู้ที่อยู่ใกล้แหล่งเงินใหม่ในการซื้อสินค้าใด ๆ ก่อนที่ราคาของมันจะปรับตัว ทำให้ประโยชน์ตกแก่มือผู้ได้เงินใหม่ก่อน แล้วจึงให้โทษกับผู้ที่ได้เงินใหม่ทีหลังสุด

โยร์ค กีโด ฮูลชมันน์ (Jorg Guido Hulsmann) อธิบายเอาไว้ใน How Inflation Destroys Civilization ว่า :

เงินเฟ้อนั้น “ละเมิดฉันทามติขั้นพื้นฐานของสังคม” 

เงินเฟ้อเปลี่ยนการซื้อขายแลกเปลี่ยนอย่างสันติให้กลายเป็นการฉ้อโกงอย่างเป็นระบบ เงินเฟ้อไม่ได้เป็นแค่การบิดเบือนนโยบายทางการเงิน แต่เป็นการบิดเบือนโครงสร้างทางจริยธรรม ด้วยการทำลายความสามารถในการสื่อสารมูลค่าในระบบเศรษฐกิจโดยตรง และเมื่อเงินเฟียตที่เฟ้อไม่หยุด “ได้เปลี่ยนการละเมิดจริยธรรมอันไร้ความรับผิดชอบให้กลายเป็นความชอบธรรมโดยสถาบัน” มันจึงทำลายซึ่งระบบราคาที่ใช้สะท้อนความเป็นจริงของตลาด ในภาวะเช่นนี้ที่ “เมื่อความหมายของสิ่งใดขึ้นอยู่กับการนิยามตามใจชอบ เราจึงไม่สามารถระบุได้ว่าอะไรจริงหรือเท็จ” ราคาหยุดทำงานในฐานะสัญญาณที่น่าเชื่อถือในการคิดคำนวนทางเศรษฐศาสตร์ เงินเฟ้อ “หลอกล่อผู้ผลิตให้โกหกเกี่ยวกับสินค้าของเขา และเงินเฟ้ออย่างต่อเนื่องให้ประโยชน์แก่การโกหกอย่างไม่หยุดหย่อน” ความเสื่อมนี้แพร่ออกไป “เหมือนเซลล์มะเร็งที่กระจายทั่วทั้งระบบเศรษฐกิจ” ผลลัพท์คือสังคมที่ภาษาในการสื่อสารมูลค่าซึ่งเปรียบดั่งเสาเข็มจึงถูกบิดเบือน ผลักดันให้ผู้ประกอบการต้องคำนวนต้นทุนด้วยสัญญาณที่ผิดพลาด จนทำให้การมองการณ์ไกลนั้นเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้

แต่ความเสียหายจากเงินเฟ้อไม่ได้จำกัดอยู่แค่การทำงานของสัญญาณราคา แต่รวมไปถึงรากฐานของอารยธรรม เงินเฟ้อ “ทำลายมูลค่าในการจับจ่ายใช้สอยของเงินอย่างต่อเนื่อง” และ “นำมาซึ่งความสิ้นหวังและการลดมาตรฐานทางจริยธรรมในสังคม” การใช้แต่นโยบายหนี้นิยมทำให้ “หน่วยงานรัฐบาลฝั่งประเทศตะวันตกผลักประชาชนในชาติของพวกเขาให้ต้องจมสู้ภาวะที่ไม่สามารถหาความมั่นคงทางการเงินได้เท่ารุ่นพ่อแม่ของพวกเขาอีกต่อไป” และความไม่มั่นคงนี้ก็ได้บ่อนทำลายพฤติกรรมอันดีของผู้คนไปเสียสิ้น…

“การก่อหนี้เพิ่มไม่สามารถเป็นส่วนประกอบของความมั่นคงทางการเงินส่วนบุคคลได้ เพราะตัวมันเองเป็นผู้ทำลายความสามารถในการพึ่งพาตนเองของบุคคลนั้น ๆ ผู้ที่มีหนี้สินล้นพ้นมีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนเป็นผู้ที่เอาแต่แบมือขอความช่วยเหลือ แทนการมีส่วนร่วมในระบบเศรษฐกิจอย่างมีวุติภาวะเพื่อสร้างตนเป็นเสาหลักของครอบครัวหรือชุมชน ความเพ้อฝันที่จะเอาแต่แบมือขอความช่วยเหลือได้เข้ามาแทนที่สติตระหนักรู้และความสามารถในการลิขิตชีวิตของตนเอง”

ซ้ำร้ายกว่านั้น “เงินเฟ้อยังผลักสังคมเข้าสู่ลัทธิวัตถุนิยม ทำให้ยิ่งนับวัน ผู้คนจำนวนมากขึ้นจึงเอาแต่มองหารายได้ที่เพิ่มขึ้น โดยสละซึ่งความสุขในชีวิต” ผลลัพธ์คือวัฒนธรรมที่ “เงินเฟ้อได้ทิ้งคราบความแตกสลายทางจิตวิญญาณอันเป็นลักษณะโดยแท้ของมันเอาไว้ในสังคมมนุษย์” คราบสกปรกที่เปลี่ยนอิสรชนเป็นทาส กัดกินมาตรฐานค้ำจุนอารยธรรม และสุดท้ายก็ทำให้ประจักษ์แจ้งว่า เงินเฟ้อคือ “เครื่องยนต์หลักในการทำลายล้างสังคม เศรษฐกิจ วัฒนธรรม และจิตวิญญาณ”

ธรรมชาติของเงินเฟ้อ

โรงมหรสพที่กำลังฉายภาพหายนะของเงินเฟ้อไม่ได้สาดแสงลงบนหน้ากระดาษบันทึกบัญชี หากแต่สาดลงบ้านเรือนของผู้คน ภัยร้ายนี้เป็นเรื่องใกล้ตัว ไม่ได้รู้สึกได้ผ่านตัวเลข แต่รู้สึกได้จากการได้สัมผัสชีวิตที่เปลี่ยนไป การทำลายอย่างเงียบเชียบนี้คือภาษีที่โหดร้ายและไร้ความสง่าอย่างที่สุด มันกัดกินอำนาจในการจับจ่ายใช้สอยของผู้คนซึ่งไร้เครื่องมือต่อกรกับมัน มันตัดความเชื่อมโยงระหว่างแรงงานกับผลตอบแทนและความเกี่ยวพันของสวัสดิภาพกับความรอบคอบ

เงินเฟ้อลงโทษการเก็บออมและให้คุณกับการถือหนี้ ผู้ที่เก็บออมกลายเป็นผู้แพ้ในการแข่งขัน ในขณะที่ผู้กู้หนี้ยืมสินได้ผลประโยชน์ อย่างน้อยก็ในระยะสั้น ความมัธยัสถ์และการใช้จ่ายอย่างมีสติกลายเป็นความโง่เขลา ในขณะที่การพนันอย่างไร้สติกลายเป็นบทผจญภัยอันแสนตระการตา เมื่อเวลาผ่านไป สังคมโดยรวมจึงมีระดับความเห็นแก่เวลาที่สูงขึ้น ความอดทนถูกด้อยค่า การบริโภคเกินผลผลิตและไม่อดออมถูกเชิดชู เมื่อสัญญาณราคาพังทลาย สังคมจึงสูญซึ่งความสามารถในการวางแผนเพื่ออนาคต เงินเฟ้อทำลายอารยธรรมมนุษย์โดยการกรอกหูให้มีชีวิตอยู่แต่กับความสุขสมในวันนี้ นี่คือการล่มสลายของอารยธรรม

ผลของมันค่อย ๆ ประจักษ์ขึ้นในชีวิตประจำวัน ครอบครัวชนชั้นกลางเลิกออกไปกินข้าวข้างนอกยามสุดสัปดาห์ แล้วหันมาทำกับข้าวกินเอง แรงงงานจบใหม่พบว่าการออมเงินเพื่อซื้อบ้านสักหลังกลายเป็นฝันที่ค่อย ๆ ห่างไกล และเหล่าผู้เกษียณอายุที่ได้รับคำมั่นสัญญาว่าจะมีเงินใช้ยามแก่เฒ่าผ่าน “การลงทุนความเสี่ยงต่ำ” กลับพบว่าตนได้รับเพียงตัวเลขที่เพิ่มขึ้นแทนที่จะเป็นอำนาจในการจับจ่าย ทุกอย่างแปรเปลี่ยน ผู้คนปรับตัว ทั้งทางเศรษฐกิจ ทางจิตวิทยา และทางจิตวิญญาณ มันคือภัยลับที่ทำร้ายทุกปัจเจกชน และทวีความรุนแรงขึ้นทุกวัน

เศรษฐศาสตร์สำนักออสเตรียนนั้นเล็งเห็นว่า เงินเฟ้อไม่ได้เป็นแค่เรื่องของตัวเลข แต่เป็นเรื่องราวของการบิดเบือน การแทรกแซงหลักจริยธรรม การจัดสรรทรัพยากรที่ผิดพลาด และเป็นขั้นตอนของการเสื่อมทรามทางจริยธรรมของสังคมโดยรวม ภัยพิบัตินี้ไม่ได้มีแค่การเพิ่มขึ้นของราคาสินค้า แต่รวมถึงการเกิดความสับสนในการให้มูลค่าและการตัดสินใจทางเศรษฐกิจ เงินเฟ้อโดยตัวของมันเองคือการโกหกต่อเวลาและคุณค่า และเฉกเช่นทุกคำโกหก มันก็ถูกลิขิตให้ล่มสลายเพราะความขัดแย้งในตัวของมันเองเช่นกัน

บทสรุป : เงินที่มั่นคงในฐานะฐานรากของอารยธรรมมนุษย์

เส้นทางภายหน้าไม่ได้ปกคลุมด้วยเมฆทมิฬ หากแต่กำลังฉายภาพทางเลือกให้เห็น สังคมที่ต้องการฟื้นฟูตนเองจากการถูกกัดกินเศรษฐกิจและหลักจริยธรรมโดยเงินเฟ้อต้องแก้ไขไปที่ต้นเหตุแห่งความทรามนั้น นั่นคือเงิน ดังนั้นทางออกฉบับเศรษฐศาสตร์สำนักออสเตรียนจึงเป็นการฟื้นฟูซึ่งเงินอันซื่อสัตย์ เงินที่ไม่สามารถเฟ้อได้อย่างใจนึก เงินที่รักษามูลค่าข้ามผ่านกาลเวลาได้ และเชื่อมต่อการกระทำกับผลของมันได้อีกครั้ง

การเพรียกหาเงินที่มั่นคง คือการเพรียกหาการบัญญัติความสัตย์จริงใหม่ให้เป็นฐานรากแก่ทั้งระบบ เงินเฟ้อแต่แรกและเดิมทีคือคำโกหก คำโกหกที่ฝังแน่นลงบนสื่อกลางที่เราใช้ในการสื่อสารมูลค่า เมื่อสื่อกลางนั้นถูกทำลาย โครงสร้างทางจริยธรรมของสังคมจึงล่มสลายตามกันไปด้วย การฟื้นฟูเงินที่มั่นคงหมายถึงการฟื้นฟูเครื่องมือหลักในการสร้างความเจริญทางอารยธรรม ที่ซึ่งเงินเก็บออมจะไม่ระเหิดหาย ที่ซึ่งการวางแผนระยะยาวจะเข้ามาแทนที่การกระทำแบบคนสายตาสั้น ที่ซึ่งเงินตราอันเป็นมิตรแห่งการกระทำดีจะเข้ามาแทนที่จะเป็นเครื่องมือแห่งมิจฉาทิฐิ

เงินเฟ้อที่กำลังทำให้ผู้คนยากจนลงและกัดกินหลักจริยธรรมนี้ ไม่ได้เป็นไปด้วยความจำเป็นทางเศรษฐกิจ หากแต่เป็นไปตามความต้องการทางการเมืองและการเมินเฉยของสาธารณชน ประวัติศาสตร์ไม่เคยใจดีกับผู้ที่เพิกเฉยต่อหลักเศรษฐศาสตร์ การเลือกใช้เงินที่มั่นคงคือการเลือกความเจริญเหนือการเสื่อมสลาย เศรษฐศาสตร์สำนักออสเตรียนนั้นไม่ได้ให้คำสัญญาที่เพ้อเจ้อ เพียงแต่เสนอความชัดแจ้งว่า เงินที่มั่นคงคือรากฐานของสังคมที่เป็นอิสระและเจริญรุ่งเรือง และการไร้ซึ่งเงินที่มั่นคงนั้นคือรากเหง้าสู่ความป่าเถื่อนและเสื่อมทราม

Techin

นักแปลอิสระที่ชงกาแฟได้นิดหน่อย

** ทุกบาทหรือทุกซาโตชิที่ donate จะถูกส่งเข้ากระเป๋าของผู้เขียนโดยตรงครับ :) **

Share this post

Leave a Reply

Connect with

Your email address will not be published. Required fields are marked *


Related Posts